“แฟชั่นจะน่าเกลียดไปไหน” เป็นคำถามที่หมดความสงสัยไปมากแล้ว ก้มลงมองปลายเท้าของตัวเองดูสิว่าทุกวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งหรือไม่ที่ใส่รองเท้าแตะออกไปร่อนนอกบ้าน ทั้งทรง Birkenstock, Crocs และรองเท้าแตะแบบสวม (ตกแต่งเฟอร์ คริสตัลปลอมเวอร์ๆ และลายทางขาวบนพื้นดำ) ถ้าคุณเองก็ไม่แคร์อีกแล้วที่จะปรากฏร่างให้คนอื่นเห็นขณะสวมรองเท้าที่เคยตราหน้าว่า “งามน้อย” เหล่านี้ เป็นเพราะคุณยอมรับได้แล้วว่า 1) มันไม่สวย แต่ไม่เห็นจะเป็นไร 2) มันสวย 3) มันมีสไตล์ 4) มันต้องใส่เพราะมีให้ซื้อแต่แบบนี้ 5) เพราะใครๆ เขาก็ใส่กัน , ……1,000,008 ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ตัว คุณได้สมาทานตู้เสื้อผ้าของตนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเกลียด สุนทรียะกระแสหลักใหม่ล่าสุดแล้ว

เดี๋ยวนะ Ugly pretty, Ugly chic หรือ Bad taste fashion ไม่ใช่ว่าเห็นกันมานานแล้วหรือ คำตอบคือ ใช่ เห็นมานานแล้ว แต่คำว่า “นาน” ในที่นี้ไม่อาจเทียบได้กับเวลามาตรฐานสากลที่เมืองกรีนิช เพราะวงการแฟชั่นมีนาฬิกาและสร้างระบบเวลาเป็นของตัวเองประสาคนขี้เบื่อที่บูชาคำว่า Newness และ Nowness ฉะนั้นที่ว่า “นาน” ก็แปลได้ว่า “เห็นมา 2-3 ซีซั่นละ” ยิ่งโลกยุคนี้มีฟีดในโซเชียลมีเดียเป็นเข็มวินาที ยิ่งอัพรูปให้เห็นบ่อยเท่าไร อายุขัยของสิ่งนั้นๆ ก็รังแต่จะหดสั้นลงไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ
โว้กอเมริกันตัวแทนสื่อกระแสหลักเคยเขียนบทความพาดหัวตัวไม้ว่า “Is Bad Taste a Bad Thing?” เมื่อ Yves Saint Laurent อุกอาจละเลงลายพิมพ์ไม่เข้ากันเป็นที่ฮือฮายิ่ง ซึ่งสมัยปี 1971 คนเขาตกใจกันด้วยเรื่องแบบนี้จนต้องตั้งคำถามว่าความไม่เข้ากันนี้คือความน่าเกลียดใช่หรือไม่ ส่วน Miuccia Prada เองก็หมั้นหมายกับความอัปลักษณ์ สมรสกับความไม่เข้ากันจนผลิตลูกหลาน Ugly chic ไปไกลเกินกว่า 2-3 ซีซั่น อย่างน้อยก็นับย้อนไปได้ไกลถึงคอลเล็กชั่น Banal Eccentricity ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 1996 ซึ่ง Prada ทำเสื้อผ้าสาวออฟฟิศสุดเนิร์ดในสีโคลนและสีเชื้อรา ทว่าคนก็ไม่เสพและไม่ซื้อสุนทรียะนี้ เมื่อชิ้นที่ขายได้และคอลเล็กชั่นที่ได้รับการกล่าวถึงยังเป็นความงามเนี้ยบ ความน่าเกลียดยังอุดอู้เป็นคัลต์เล็กๆ ในหมู่คนที่เสพสุนทรียะอัปลักษณ์

จนเมื่อ Phoebe Philo เดินกลับเข้ามาในแฟชั่นซีนที่ Céline พร้อมกับรองเท้าแตะทรง Birkenstock และรองเท้าส้นสูงขนฟูซึ่งทำให้บายเออร์ เอดิเตอร์ และคัสตอมเมอร์ต้องร้องวี้ดเพราะความน่าเกลียดของมันในคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2013 แต่จับตาดูให้ดีเมื่อพายุความเห่อใน It designer, It bag และ It shoes สงบลง ใครที่ยังยืนหยัดทำของน่าเกลียดตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ นั่นแหละ น่าเกลียดตัวจริง และคุณเชื่อใจเขาได้ว่าเขาเชื่อว่าความน่าเกลียดนั้นงามจริงๆ

Mark Cousins นักทฤษฎีและศาสตราจารย์ชื่อดังแห่ง AA-Architectural Association School of Architecture ตั้งคำถามไว้ใน The Ugly บทความชิ้นที่โด่งดังที่สุดในอาชีพนักวิชาการของเขาไว้ตั้งแต่ปี 1994 ว่าทำไมสิ่งสกปรกจึงสกปรก รอยเปื้อนคือความสกปรกในตัวมันเองหรือไม่ หรือเพราะมันไปอยู่บนผ้าขาว หรือความน่าเกลียดอาจเป็นเพียงการอยู่ผิดที่ผิดทางและการอ่านไม่ออกของคนที่มองเห็นมันกันแน่
“Beauty is nothing other than the promise of happiness.” Stendhal นักเขียนชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 กล่าวไว้เช่นนั้น ความงามนำมาซึ่งความสุขชัวร์ๆ แล้วความอัปลักษณ์สัญญาว่าจะให้อะไรแก่เรา หนึ่งในดีไซเนอร์ที่ยังยืนหยัดใน Ugly chic มาโดยตลอดคือฟีบี้ ไฟโลซึ่งซีซั่นนี้ใจตรงกับ Björk นักร้องสาวเพี้ยนชาวไอซ์แลนด์ที่เล่าว่าตอนเด็กๆ อากาศหนาวมาก เธอก็เลยห่มผ้านวมไปโรงเรียนเสียเลย โดนเพื่อนล้ออร่อยไป ฟีบี้เองก็ทำแคมเปญผ้าห่มกู้ภัยหนาว ทำให้เราได้เห็นภาพสาวๆ เซลีนที่เก๋จัดมากในทักซีโด้ (สำหรับกลางวัน) แต่แบกผ้าห่มผืนใหญ่ได้อีกไปห่มในที่ทำงาน เธอยังเลือกคู่สีไม่น่ามองอย่างสีเขียวหัวเป็ดคู่กับสีดำที่ยิ่งแลดูคล้ำหมองไม่กระจ่างใส หรือชุดราตรีลังเลที่ไม่รู้จะสั้นหรือยาว ช่วงบนรัดอกแบนราบแต่ช่วงล่างพองฟู เป็นชุดกำจัดหน้าอกที่เชื่อว่าทำให้ผู้หญิงดูสวยและขยายสะโพกที่เชื่อกันว่าถ้าเฉิ่มบานจะดูไม่งาม

Miu Miu ยังสนุกกับกองทัพ Glamour of madness ความหรูหราที่มากเกินจนดูบ้าบอ Balenciaga แต่งตัวให้สาวออฟฟิศดูปกติดีในเสื้อคอเต่าสีน้ำตาลตุ่นใส่แล้วหน้าหมองลงทันที 93 เปอร์เซ็นต์กับกระโปรงทรงดินสอที่ทำจากแผ่นยางปูพื้นในรถกับตุ้มหูหน้าตาเหมือนบลูทูททรงงาช้าง Vetements ทำเสื้อเชิ้ตแขนยาวเกินคลุมทับด้วยแจ็กเกตสูทแขนสั้นไป เป็นการดีไซน์จากจิตใต้สำนึกของ Demna Gvasalia ถึงสมัยวัยเยาว์อันยากจนในโซเวียตที่ได้เสื้อผ้ารับบริจาคที่ใหญ่เกินไปบ้าง คับไปหน่อยบ้าง

ส่วน Gucci นั้นเปิดกว้าง ใครใคร่ใส่บอดี้สูทโพกถึงหัวกับชุดกีฬาหรือใส่เดรสลายแมลงปอน่ารักกับโช้กเกอร์แบบ Fetish ก็ใส่ไป แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ากุชชี่ทำเสื้อผ้าน่าเกลียด เสื้อผ้าน่าเกลียดคือของที่ตัดเย็บสะเพร่า แต่สิ่งที่กุชชี่ เซลีน และแบรนด์อื่นๆ ที่กล่าวมาทำอยู่คือการทำให้สิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น แต่ดันไปอยู่ตรงนั้น ความอัปลักษณ์จึงสัญญาว่าจะให้ความสับสน สตั๊น บ้าใบ้ไปชั่วครู่ และ “ความน่าเกลียดน่าสนใจกว่า น่าตื่นเต้นกว่า และเป็นสิ่งใหม่กว่า” ตามคำของมิวเซีย ปราด้า

แต่การทำตัวพริ้มเพราแบบ Kate Middleton นั้นเหนื่อยพอๆ กับการขยันแต่งตัว Trash แบบรีอานน่า ตราบใดที่พวกเธอถูกตีฟูให้เป็นไอคอนแห่งความงามพร้อมหรือไอคอนแห่งความระคายตาก็ตาม แต่ความน่าเกลียดก้าวล่วงพรมแดนความงามตามขนบและจะแผ่ลามไปเรื่อยๆ อีกอย่างน้อย 2-3 ซีซั่น ก่อนที่แฟชั่นจะเบื่อและหันหลังให้ความน่าเกลียดอีกครั้ง...อย่างชั่วคราว
คำเตือน: บทความนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการตัดสินใจของรีอานน่า
เรื่องโดย: สุภักดิภา พูลทรัพย์
รองบรรณาธิการ: สธน ตันตราภรณ์
เรียบเรียงบนดิจิทัล: ปภัสรา นัฏสถาพร
ออกแบบภาพ: ภาวัต นภาธร





