"เซรั่ม" ถือเป็นไอเท็มสกินแคร์ที่ไม่ว่าสภาพผิวไหนก็ควรมีอยู่ในรูทีนการดูแลผิวของเรา เพราะมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและเสริมบำรุงให้ผิวแข็งแรงขึ้น พร้อมกับแก้ไขปัญหาผิวที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการเลือกเซรั่มที่เข้าสภาพผิวของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงเช่นเดียวกับการเลือกสกินแคร์ชิ้นอื่นๆ ไปดูกันว่าผิวแต่ละประเภทควรเลือกเซรั่มที่มีลักษณะอย่างไรบ้าง
ผิวแห้ง
เป็นผิวที่ผลิตน้ำมันได้น้อยกว่าสภาพผิวอื่น ต้องการความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ จึงควรเลือกเซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิกเพราะจะช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิวได้อย่างยาวนาน และเซรั่มที่มีส่วนผสมของกรดชนิดนี้มักจะมีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะไว้บนผิว โดยอาจจะเลี่ยงไอเท็มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม
Moisture Liposome จาก Decorte (ราคา 3,500 บาท)
1 / 3
Hydra vegetal Ultra-Moisturizing Liquid Serum จาก Yves Rocher (ราคา 799 บาท)
2 / 3
Y Theorem Repair Serum จาก 111 Skin (ราคา 8,550 บาท)
3 / 3
ผิวแพ้ง่ายหรือผิวบอบบาง
เป็นสภาพผิวที่ต้องการการปลอบประโลมเป็นพิเศษ ควรเลือกชิ้นที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ เพราะสารชนิดนี้เป็นสารจำพวกไขมันชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติปกป้องเซลล์จากสิ่งแปลกปลอมภายนอก พร้อมช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวชั้นนอก ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้นานขึ้น และแน่นอนว่าควรหลีกเลี่ยงชิ้นที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่างน้ำหอม แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ เป็นต้น เพราะสารเหล่านี้จะทำให้ผิวเราแห้งมากกว่าเดิม และง่ายต่อการระคายเคืองนั่นเอง
Cicapair Serum จาก Dr.Jart+ (ราคา 1,350 บาท)
1 / 3
Parsley Seed Anti-Oxidant Serum จาก Aesop (ราคา 2,500 บาท)
2 / 3
Red Tea Tree Cicassoside Final Solution Serum จาก Some By Mi (ราคา 799 บาท)
3 / 3
ผิวมัน
สภาพผิวมันจะมีการผลิตน้ำมันออกมามากกว่าผิวชนิดอื่น ควรเลือกเซรั่มที่มีเนื้อบางเบาและซึมซาบง่าย เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับน้ำมันบนผิว โดยไม่ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ส่วนผสมในเซรั่มที่ควรมองหาคือ ซิงก์, ทีทรีออยล์ และกรดซาลิซิลิก (BHA) เพราะจะช่วยลดปริมาณน้ำมันส่วนเกิน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบในรูขุมขน
Green Tea Seed Serum จาก Innisfree (ราคา 1,000 บาท)
1 / 3
Hydra-Essentiel Bi-Phase Serum จาก Clarins (ราคา 2,800 บาท)
2 / 3
Aquasource Aura Concentrate จาก Biotherm (ราคา 1,800 บาท)
3 / 3
ผิวมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
เมื่อเริ่มมีอายุ ผิวจึงง่ายต่อการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้าย จากสาเหตุที่คอลลาเจนและอิลาสตินใต้ชั้นผิวนั้นลดลง จึงควรเลือกเซรั่มที่มีส่วนผสมของเรตินอลและเปปไทด์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เสริมความยืดหยุ่นให้ผิวกระชับ รวมทั้งมองหาเซรั่มที่มีส่วนของผสมของสารต้านอนุมูลอิสระก็สำคัญเช่นกัน
Capture Youth Age-Delay Lift Sculptor Lifting Serum จาก Dior (ราคา 4,100 บาท)
1 / 3
Ultimune Power Infusing Concentrate จาก Shiseido (ราคา 3,900 บาท)
2 / 3
Advanced Night Repair Synchronized Multi-Recovery Complex Serum จาก Estee Lauder (ราคา 4,700 บาท)
3 / 3
ผิวหมองคล้ำ
ผิวหมองคล้ำเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน เช่น รอยจุดด่างดำที่เกิดจากสิว การไม่ผลัดเซลล์ผิวเก่า และปัญหามลภาวะฝุ่นควันที่สามารถทำร้ายผิวเราได้เช่นกัน ควรเลือกเซรั่มที่มีคุณสมบัติยับยั้งเม็ดสีเมลานินและเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าออกไป เช่น เช่น วิตามินซี, กรด AHA , กรดไกลโคลิก, อาร์บูติน และพืชตระกูลเบอร์รี่ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวชั้นนอกให้แข็งแรงขึ้น
Even Better Clinical Radical Dark Spot Corrector + Interrupter Serum จาก Clinique (ราคา 2,850 บาท)
1 / 3
Anti-Darkness White Serum จาก The 28 (ราคา 980 บาท)
2 / 3
Ginzing™ Into The Glow Brightening Serum จาก Origins (ราคา 1,900 บาท)
3 / 3
ผิวเป็นสิว
แนะนำให้เลือกส่วนผสมที่สามารถบรรเทาอาการอักเสบได้ ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ใบบัวบกหรือ Centella Asiatica ที่มีสาร Glucoside จะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของน้ำมันทีทรีที่อุดมไปด้วยสาร Terpene ซึ่งมีคุณสมบัติแบบเดียวกับใบบัวบก แต่ยังให้ความชุ่มชื้น พร้อมปรับสมดุลให้ผิวหน้าแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
Vinopure Blemish Control Infusion Serum จาก Caudalie (ราคา 1,850 บาท)
1 / 3
Effaclar Serum จาก La Roche Posay (ราคา 1,300 บาท)
2 / 3
Poreless Solution Pore Minimizer Serum จาก Eucerin (ราคา 1,100 บาท)
3 / 3





